“วิธีทำบุญให้ได้ผลที่สุด” : การภาวนา

20040301044110

          การบำเพ็ญบุญกิริยาที่สำคัญอีกประการหนึ่งนอกเหนือไปจาก "ทานมัย" และ "สีลมัย" คือ "ภาวนามัย" ซึ่งได้แก่ การทำบุญด้วยการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญสมาธิภาวนา

          การภาวนา หมายถึง วิธีการทำให้จิตเกิดความสงบ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยฝึกพัฒนาจิตให้งอกงามด้วยคุณธรรม และหรือ ปัญญา ตามหลักพระพุทธศาสนามี ๒ อย่าง คือ
๑. จิตตภาวนา ได้แก่ การภาวนาเพื่อฝึกพัฒนาจิตให้เจริญงอกงามด้วยคุณธรรม
๒. ปัญญาภาวนา ได้แก่ การภาวนาเพื่อฝึกพัฒนาจิตให้เจริญงอกงามด้วยปัญญา

          การภาวนาดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ผู้ภาวนาเป็นผู้ที่มีสติ ตื่นตัว รู้สึกตัว เข้าใจในสภาวธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เท่าทันในโลกและชีวิต มีความปิติ เบิกบาน สงบสุข และผ่องใส ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่า "พุทโธ" คือ "ผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน" นั่นเอง

ท่านอาจารย์ลี ธม.มธโร ได้กล่าวอุปมาเกี่ยวกับการภาวนาไว้ว่า
          "…..เปรียบเหมือนกับเราตั้งใจปลูกต้นไม้ไว้ต้นหนึ่ง ต่อมาเมื่อเราบำเพ็ญทาน ก็เปรียบเหมือนเราหาปุ๋ยไปใส่ไว้ที่โคนต้นไม้นั้น รักษาศีลก็เท่ากับเราระวังเก็บตัวบุ้งตัวหนอนที่มันคอยจะกัดกินดอกกินใบ และทำอันตรายแก่ต้นไม้นั้น ส่วนภาวนาก็เท่ากับเราไปตักน้ำเย็นๆ ที่ใสสะอาดมารดที่โคนต้น ไม่ช้าต้นไม้ของเรานั้นก็จะต้องเจริญงอกงามขึ้นทุกทีๆ จนเกิดดอกออกผลให้เราได้กินอิ่มหนำสำราญสมความตั้งใจ ถ้าเป็นไม้ดอกมันก็มีสีสดงดงาม กลีบใหญ่ มีกลิ่นหอมชื่นใจ ถ้าเป็นไม้ผลก็จะต้องดกมีพันธุ์ใหญ่และรสหวาน…."

วิธีการภาวนา ตามหลักพระพุทธศาสนา มีอยู่ ๒ วิธี คือ
วิธีที่ ๑ สมถภาวนา ได้แก่ การภาวนาเพื่อให้จิตใจสงบไม่มีอาการดิ้นรน ไม่กระสับกระส่ายเข้าสู่ภวังค์บังเกิดเป็นสมาธิที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ เพียงอย่างเดียว วิธีนี้เรียกว่า สมถภาวนา หรือ สมถกัมมัฏฐาน
วิธีที่ ๒ วิปัสสนาภาวนา ได้แก่ การภาวนาเพื่อให้จิตที่เกิดดับอยู่ทุกระยะผูกติดพิจารณาอยู่ในเรื่องเดียวอารมณ์เดียว แล้วเฝ้าประคองอารมณ์นั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ที่เรียกว่า มนสิการ จนกระทั่งเกิดปัญญา วิธีนี้เรียกว่า ปัญญาภาวนา หรือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน

          วิธีการภาวนาเพื่อให้เกิดสมาธิจิตสงบนิ่ง หรือ เกิดปัญญา นั้น ท่านเจ้าคุณ พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ได้กรุณาอธิบายไว้ว่า ผู้ปฏิบัติจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ได้ นั่งขัดสมาธิ นั่งห้อยขา นั่งเก้าอี้ ยืน เดิน (เดินจงกรม) หรือนอนก็ได้ ท่านห้ามอยู่อย่างเดียวคือ การทำสมาธิในระหว่างขับรถ เพราะจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ การภาวนาก็เช่นกัน จะภาวนาว่า "พุทโธ พุทโธ…" หรือ "สัมมา อรหัง สัมมา อรหัง…." หรือ "ยุบหนอ พองหนอ……." หรือ "ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ….." อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ ท่านได้อธิบายว่า การภาวนาเป็นเพียงอุบายที่จะล่อให้จิตเกาะติดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงสิ่งเดียวเพียงอารมณ์เดียวเพื่อนำเข้าไปสู่การเป็นสมาธิเท่านั้น
          การสวดมนต์ ไม่ว่า จะเป็นบทสวดมนต์ "อิติปิโส ภควา…." ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่พุทธศาสนิกชนทุกท่านรู้จักดีเพราะต้องสวดบทนี้กันมาตั้งแต่เริ่มเรียนหนังสือ หรือจะเป็นบทสวดพระคาถา "ชินปัญชร" ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) รวมทั้งการสวดพระคาถาของพระเกจิอาจารย์ต่างๆ นับได้ว่า เป็นวิธีการภาวนาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า บริกรรมภาวนา โดยการกำหนดใจให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ ที่เรียกว่า "พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ" การภาวนาในลักษณะนี้เป็นการภาวนาที่ทำให้จิตสงบเป็นสมาธิ จัดเป็นขั้นตอนหนึ่งในการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ในช่วงเวลาที่วิถีจิตอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ คือ จวนเจียนจะเข้าสู่ภวังค์ ก่อนที่จะบังเกิดเป็นอัปปนาสมาธิ นั้น ปัญจทวาร หรือ ทวารทั้งห้า ที่จะรับรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส กำลังจะปิดสนิท คงเหลือแต่มโนทวาร คือ จิต เพียงอย่างเดียว ที่จะยังเสาะส่ายหาอารมณ์ ที่เรียกว่า มโนทวาราวัชชนจิต และหวังเสวยอารมณ์อยู่เพียงอย่างเดียว ที่เรียกว่า ชวนจิต จึงเป็นเหตุให้ผู้ที่กำลังภาวนานั้นได้เห็นนิมิตต่างๆ ในลักษณะที่เรียกว่า บริกรรมนิมิต ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง อุคคหนิมิต หรือ นิมิตที่ติดแน่นฝังใจอย่างชัดเจน และ ปฏิภาคนิมิต หรือ นิมิตที่ติดแน่นฝังใจอย่างชัดเจน สามารถขยาย นิมิตให้ใหญ่ให้เล็กตามปรารถนา
          นิมิตนั้นจะปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติไม่เหมือนกัน บ้างก็รู้สึกเหมือนปุยนุ่น บ้างเหมือนปุยฝ้าย บ้างว่าเหมือนสายลม บางท่านปรากฏเหมือนดวงดาว หรือเหมือนเม็ดมณีบ้าง ไข่มุกบ้าง สายสังวาลบ้าง พวงดอกไม้บ้าง ดอกบัวบ้าง พระเกจิอาจารย์บ้าง สุดแต่สัญญา หรือความจำฝังใจของผู้ปฏิบัติแต่ละท่าน
ภาวะจิตที่มีสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิ แล้ว เรียกว่า ฌาณ ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ระดับใหญ่ๆ คือ รูปฌาณ และ อรูปฌาณ แต่ละระดับยังแบ่งออกเป็นระดับย่อยๆ อีก ๔ ระดับ ได้แก่ ปฐมฌาณ (ฌาณขั้นที่ ๑) ทุติยฌาณ (ฌาณขั้นที่ ๒) ตติยฌาณ (ฌาณขั้นที่ ๓) และ จตุตถ-ฌาณ (ฌาณขั้นที่ ๔) รวมกันเป็น ๘ อย่าง เรียกว่า ฌาณ ๘ หรือ สมาบัติ ๘ บางทีเรียกรวมกันว่า ฌาณสมาบัติ ๘
          ผู้ใดก็ตามได้บำเพ็ญภาวนาจนกระทั่งภาวะของจิตสงบ บังเกิดเป็น อัปปนาสมาธิ หรือได้บรรลุฌาณสมาบัติ ๘ ถือได้ว่า ท่านผู้นั้นได้ประกอบกุศลกรรมถึงขั้น ครุกกรรม ซึ่งเป็นกุศลกรรมหนักที่ส่งผลรุนแรงที่สุด และส่งผลหรือวิบากให้ก่อนกรรมอื่นๆ หากยังมิได้บรรลุถึงขั้นดังกล่าว แต่ได้ถือปฏิบัติอยู่เป็นประจำ อย่างต่อเนื่อง ก็ถือได้ว่า ท่านผู้นั้นได้ประกอบกุศลกรรมขั้น อาจิณณกรรม ซึ่งเป็นกุศลกรรมหนักรองลงมา และจะส่งผลให้เห็นเมื่อผู้นั้นไม่มีครุกกรรม
          การภาวนาจนกระทั่งจิตสงบแน่วแน่บังเกิดเป็นสมาธิได้ถึงขั้นเป็นฌาณสมาบัติขั้นต่างๆ นี้ จะทำให้จิตดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่กำหนดนั้น จนมีความพร้อมอยู่ในตัว สามารถโน้มน้าวนำไปใช้ไปปฏิบัติในสิ่งที่พึงประสงค์ได้ง่าย และได้ผลที่สุด ในช่วงขณะนี้ บรรดาเจตสิกที่เป็นอกุศลทั้งหลายที่คอยกระตุ้นบีบคั้นบังคับให้จิตมีอาการเดือดพล่าน กระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน อยู่เสมอ จะถูกควบคุมให้สงบนิ่งอยู่ในเขตจำกัด จึงอุปมาได้เสมือนกับน้ำที่อยู่ในภาชนะเป็นคนโทแก้วใส ขณะที่จิตยังอยู่ในภาวะปกติ ยังมิได้เข้าสู่ภาวะการเป็นสมาธิด้วยการภาวนา จิตจะต้องรับอารมณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามาทางทวารทั้งห้า หรือ ปัญจทวาร คือ ตา ลิ้น จมูก หู และ สัมผัส รวมทั้งที่ผ่านเข้ามาทางมโนทวาร ซึ่งเป็นผลจากการเกิด ดับของจิต เฝ้าคิดไปในเรื่องราวต่างๆ ผงธุลีสิ่งสกปรกต่างๆซึ่งเจือปนอยู่ในน้ำนั้นจะทำให้ฟุ้งกระจายจนปรากฏให้เห็นว่า น้ำนั้นขุ่นมัว แต่ในทางตรงข้าม เมื่อได้มีการภาวนา จนจิตสงบนิ่ง บังเกิดเป็นสมาธิขึ้น ผงธุลีสิ่งสกปรกต่างๆ เหล่านี้ย่อมจะถูกทำให้ตกตะกอนลงไปสู่ก้นคนโทจนหมดสิ้น จึงช่วยทำให้เรามองเห็นว่า น้ำนั้นใสสะอาด สามารถมองผ่านไปเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังน้ำนั้นได้อย่างชัดเจน
          อย่างไรก็ตาม ผลการปฏิบัติที่ทำให้จิตเข้าสู่ภาวะสงบ เป็นสมาธิ สามารถระงับยับยั้งดับกิเลสต่างๆ ได้ ถึงขั้นเป็น อัปปนาสมาธิ หรือได้บรรลุฌาณสมาบัติ นี้ ยังถือว่า เป็น การสงบชั่วคราว หรือหลุดพ้นได้เฉพาะในขณะที่จิตบังเกิดเป็นสมาธิเท่านั้น เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ปฏิบัติก็ยังต้องกลับมาเผชิญกับปัญหาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นปัญหาชีวิตประจำวันอีกเช่นเดิม การหลุดพ้นในลักษณะนี้ จึงเป็นทางปฏิบัติที่ทำให้เกิดการหลุดพ้นในทางโลก ที่เรียกว่า โลกีย์วิโมกข์ เท่านั้น
          ในคัมภีร์พระอรรถกถาได้แสดงข้ออุปมาเกี่ยวกับการปฏิบัติสมถภาวนา หรือ สมถกัมมัฏฐาน ไว้ว่า เป็นการนำเอากำลังสมาธิมาข่ม ระงับกิเลสไว้ เสมือนกับเอาก้อนหินวางทับหญ้าไว้ หญ้าจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ แต่เมื่อใด จิตถอนออกจากสมาธิ ก็เท่ากับยกก้อนหินออก หญ้าที่ถูกทับไว้ย่อมจะเจริญงอกงามขึ้นใหม่ได้
          การบำเพ็ญสมถภาวนาจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ หรือ ได้ฌาณสมาบัติ ๘ นี้ ได้มีการศึกษา และปฏิบัติกันมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธกาล ก่อนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ พระองค์ท่านได้ทรงศึกษาจากพระดาบสอาจารย์ที่เก่งที่สุดในขณะนั้น จนสามารถบำเพ็ญสมถ ภาวนา หรือ สมถกัมมัฏฐาน จนได้ถึงขั้นเป็นอัปปนาสมาธิ หรือได้บรรลุฌาณสมาบัติ ๘ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดมาแล้ว แต่ได้ทรงพิจารณาเห็นว่า วิธีการปฏิบัติเช่นนี้ มีขอบเขตจำกัดที่จะทำให้เกิดการหลุดพ้นในทางโลกเท่านั้น มิใช่เป็นทางปฏิบัติที่จะสามารถดับทุกข์ เข้าสู่พระนิพพานได้อย่างแท้จริง และการที่จะสืบสวนค้นหาว่า ทุกข์คืออะไร มีต้นเหตุ (สมุทัย) มาอย่างไร และจะมีวิธีการดับทุกข์ (นิโรธ) ได้อย่างไร ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของพระพุทธองค์ในการที่เสด็จออกผนวชนั้น จะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติมีปัญญาที่ถูกต้อง ปัญญานี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้มีการถือปฏิบัติตามแนวทาง หรือ มรรค ๘ ประการ ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความเห็นที่ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งสภาวธรรม ตามความเป็นจริง หรือ สัมมาทิฏฐิ ความดำริชอบ คือ ดำริที่จะละความโกรธ ความพยาบาท ปองร้าย ดำริที่จะไม่เบียดเบียนสัตว์ให้เดือดร้อน เพื่อให้เกิดแต่ความเมตตาปรานี หรือ สัมมาสังกัปปะ การกล่าววาจาชอบ ไม่กล่าววาจาอันเป็นวจีทุจริต ๔ คือ พูดปดหลอกลวง ส่อเสียด ยุยง หยาบคาย เพ้อเจ้อไร้สาระ หรือ สัมมาวาจา การการกระทำที่ชอบ เว้นจากกายทุจริต หรือ สัมมากัมมันตะ การเลี้ยงชีพชอบ มีความเป็นอยู่ชอบ หรือ สัมมาอาชีวะ การมีความเพียรถือปฏิบัติไปในทางที่ถูกต้อง หรือ สัมมาวายามะ การมีสติระลึกรู้เท่าทันจิต เฝ้ากระตุ้นเตือนให้จิตใฝ่คิดระลึกอยู่ในเรื่องที่ถูกต้อง เป็นกุศลกรรม หรือ สัมมาสติ และ การควบคุมจิตมิให้เกิดการฟุ้งซ่าน ให้จิตเฝ้าเกาะผูกติดสนิทแนบแน่นในอารมณ์ที่ถูกต้องอันเป็นบุญกุศลจนบังเกิดเป็นสมาธิ หรือ สัมมาสมาธิ ขึ้น และโดยการปฏิบัติปัญญาภาวนา จนเกิดเป็นวิปัสสนาสมาธิ ซึ่งจัดอยู่ในระดับเดียวกับอุปจารสมาธิขึ้นเท่านั้น พระพุทธองค์จึงได้ทรงเปลี่ยนจากการปฏิบัติสมถภาวนา หรือ สมถกัมมัฏฐาน ไปปฏิบัติปัญญาภาวนา หรือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน แทน จึงทรงประสบความสำเร็จ ทรงสามารถหลุดพ้นได้ทั้งด้วยฌาณสมาบัติ และด้วยพระปัญญา

สรุปสาระสำคัญของธรรมะที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งหมด สามารถนำมากล่าวในเชิงอุปมาอุปมัยได้ดังนี้
๑. การที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติสมถสมาธิถึงขั้นสูงสุด สามารถระงับดับกิเลสได้โดยสิ้นเชิงนั้น เป็นเหตุให้พระองค์ท่านทรงไว้ซึ่งพระวิสุทธิคุณ คือ บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง จึงอุปมาได้กับ น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ซึ่งสงบนิ่งอยู่ในคนโทแก้ว ในน้ำนั้นปราศจากผงธุลีสิ่งสกปรกต่างๆ มาเจือปน หรือ หลงเหลือตกเป็นตะกอนแม้แต่น้อยนิดก็ไม่มี ถึงแม้ว่า จะนำเอาคนโทนั้นมาเขย่าสั่นคลอนอย่างไรก็ตาม น้ำที่บรรจุอยู่ก็ยังใสสะอาด มิได้ขุ่นมัวแต่อย่างใด
๒. การที่พระพุทธองค์ได้ทรงเจริญพระปัญญา ทรงตรัสรู้ในแก่นแท้ที่สุดของความจริง หรือ ปรมัตถสัจจะ ของสภาวะธรรมต่างๆ ที่ได้อุบัติบังเกิดขึ้นทั้งในมนุษย์โลก พรหมโลก เทวโลก อบายภูมิ และนรกภูมิ รวมทั้งในเอกภพสากลจักรวาล ได้อย่างลึกซึ้งนั้น จึงอุปมัยได้กับ ความใสสะอาดบริสุทธิ์ของน้ำที่บรรจุอยู่ในคนโทนั้น จะช่วยเกื้อกูล เป็นปัจจัยเสริมให้สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ด้านหลังของน้ำได้อย่างชัดเจนแจ่มใส ทะลุปรุโปร่งนั่นเอง
๓. การบริกรรมภาวนาโดยวิธีสวดมนต์ หรือ ท่องพระคาถาบทหนึ่งบทใดก็ตาม หากผู้ที่สวดนั้นมิได้สวดแบบท่องจำ ที่เรียกว่า แบบนกแก้วนกขุนทอง ความขลังย่อมจะเกิดขึ้นได้เมื่อจิตสงบบังเกิดเป็นสมาธิขึ้น ถึงแม้ว่า จะยังไม่ถึงขั้นเป็นอัปปนาสมาธิก็ตาม แต่ได้ถือปฏิบัติอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่องในลักษณะอาจิณณกรรม ผู้ปฏิบัติจึงได้รับอานิสงส์อย่างแรง และรวดเร็วรองลงมาจากครุกกรรม หากไม่มี อุปฆาตกกรรม (กรรมของฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาตัดรอนกรรมต่างๆ ที่มีกำลังน้อยกว่าเพื่อมิให้ส่งผล และเพื่อเปิดช่องให้เกิดผลเฉพาะของตนก่อน) มาตัดรอนเสียก่อน

*********************

เอกสารอ้างอิง
๑. หนังสือ "พุทธธรรม", พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุต.โต)

๒. นิตยสารรายเดือน "ธรรมจักษุ" ของมหามกุฏราชวิทยาลัย

พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์
เรียบเรียง ณ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: