น้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง

          คนทุกชนชาติเชื่อว่าน้ำผึ้งเป็นยา และมีการผสมน้ำผึ้งในยาหลายชนิด ต่อไปนี้คืองานวิจัยหรือการศึกษาเกี่ยวกับน้ำผึ้งซึ่งเราสามารถนำมาใช้ ประโยชน์ได้

น้ำผึ้งรักษาแผล-ป้องกันแผลเป็น

          เรามักรักษาแผลมีดบาดหรือแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการปฐมพยาบาลมากว่า ไปหาหมอ หลายคนใช้ยาแดงราดแผลโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็น บางคนทิ้งแผลไว้โดยไม่ทำอะไรเลย ซึ่งจะทำให้เกิดการติดเชื้อใหญ่โตภายหลังได้ แผลควรได้รับการทความสะอาดทันทีด้วยน้ำสบู่และน้ำเปล่า เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกให้หมด ไม่จำเป็นต้องปิดแผลด้วยป้ากอซเสมอไป เพราะจะทำให้แผลอับชื่น ควรให้แผลสัมผัสอากาศจะหายเร็วกว่า
          แผลแดงสดและบวมเล็กน้อย แสดงถึงการสมานแผลของร่างกายเราอาจจะเห็นน้ำใสๆเคลือบบนแผล นั่นคือ ซีรัมที่มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยๆ แต่ถ้าแผลเกิดอักเสบเป็นหนองขุ่นข้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์
          มีการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งพบเหมือนกันว่า การใช้น้ำผึ้งทาที่แผลติดเชื้อจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นมาก
          การค้นพบนี้เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เมื่อศัลยแพทย์ชาวอังกฤษพบว่า การใช้น้ำผึ้งทาแผลเปิดหลังการผ่าตัดมะเร็ง ทำให้แผลหายเร็วและลดอาการติดเชื้อได้อย่างน่าพอใจ และเมื่อทดลองหยอดน้ำเชื่อมลงในหลอดเพาะเชื้อ พบว่าน้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อได้หลายชนิด

น้ำผึ้ง-ยาระบาย

          ดังที่ได้กล่าว น้ำผึ้งมีน้ำตาลฟรักโทสและกลูโคสซึ่งอาจถูกดูดซึมได้ไม่สมบูรณ์ จึงได้มีการทดลองในอาสาสมัครชาย 13 คน และหญิง 7 คน ให้อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแล็กตูโลส 20 กรัม หรือน้ำผึ้ง 100 กรัม หรือน้ำผึ้ง 50 กรัม หรือส่วนผสมระหว่างกลูโคสกับฟรักโทส 70 กรัม
          จาการวัดปริมาณความข้นของไฮโดรเจนในลมหายใจ ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ส่าน้ำตาลฟรักโทสในน้ำผึ้งถูกดูดซึมเข้าร่างกายเพียงบางส่วนและพบว่าคนที่ดื่ม น้ำผึ้งจะมีอุจจาระเหลวกว่าคนอื่นๆ จึงสรุปได้ว่า ในคนทั่วไป น้ำผึ้งจะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ

น้ำผึ้ง-ยาแก้ท้องเสีย

          ก็น่าแปลกที่ว่า ในคนปกติ น้ำผึ้งจะแสดงฤทธิ์เป็นยาระบาย แต่ครั้นมีอาการแก้ท้องเสีย น้ำผึ้งกลับช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้
นี่กระมัง ที่ทำให้คนโบราณถือเอาเป็นยาอายุวัฒนะ
          นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนาทาล แอฟริกาใต้ ได้ทดลองให้เด็กสองกลุ่มที่มีอาการท้องเสียเฉียบพลันได้รับอาหาร 2 ชนิดที่แตกต่างกัน
               กลุ่มแรก ให้น้ำตาลละลายน้ำ
               กลุ่มที่สอง ให้น้ำผึ้งละลายน้ำ
          พบว่า เด็กที่ท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรียจะหายเร็วขึ้น 40% เมื่อได้รับน้ำผึ้ง เชื่อว่าเป็นผลฤทธิ์ฆ่าเชื้อ เดิมเชื่อว่า เกิดจาการที่น้ำตาลในน้ำผึ้งดูดน้ำออกจากเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้มันไม่อาจเจริญต่อได้ แต่มีการทดลองที่ชี้ให้เห็นว่าสมมุติฐานนี้ไม่ถูกต้อง เพราะได้มีการสกัดน้ำตาลออกจากน้ำผึ้ง ซึ่งน้ำที่เหลือก็ยังสามารถฆ่าเชื้อได้แรงเท่ากับสเตรปโตมัยชิน และยังดีกว่าตรงที่เชื้อไม่ดื้อยา

น้ำผึ้ง-ยานนอนหลับอย่างอ่อน

          ดร. จูดิท เวิร์ท แมน และคณะวิทยาสตร์จากสถาบัน MIT ได้ทำการศึกษาทดลองนับร้อยๆครั้ง เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์คนเรากับระดับน้ำตาลในเลือด โดยพบว่า ร่างกายของคนที่ได้รับน้ำตาลทันทีจะสร้างสารเคมีในสมองชนิดหนึ่งที่มีผล กล่อมประสาท มิใช่กระตุ้นประสาท
          ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือ เมื่อเราได้รับน้ำตาล ตับอ่อนก็จะปล่อยอินซูลิน เข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ทริปโทเฟน(Trytophan) เพิ่มตาม จากนั้นทริปโทเฟนจะไปกระตุ้นสมองให้หลั่งเซอโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งมีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้ลดความเครียดได้ แต่ที่สำคัญร่างกายต้องได้รับน้ำตาลในขนาดที่เหมาะสม ไม่น้อยหรือมากเกินไป น้ำตาลที่พูดถึงอาจมาจากน้ำผึ้งก็ได้

          หลายคนอาจสงสัยว่าเซอโรโทนินคืออะไร? เซอโรโทนินจัดอยู่ในพวกนิงโรทรานสมิตแทนซ์หรือสารเคมีสื่อสารในสมองนั่นเอง งานวิจัยชิ้นหนึ่งรายงานว่า คนที่ฆ่าตัวตาย เมื่อผ่าพิสูจน์จะพบปริมาณเซอโรโทนินในสทองน้อยกว่าคนธรรมดา
          ดร. นอร์แมน โรเซนทาล แห่งสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ทำการศึกษาผู้ป่วยกลุ่มซึ่งเป็นโรคSAD (Seasonal Affective Disorder) ผู้ป่วยเหล่านี้จะแสดงอาการซึมเศร้าในฤดูหนาว เมื่อกลางวันสั้นกว่ากลางคืน บางคนเศร้าถึงขนาดพยายามฆ่าตัวตาย เขาพบว่าผู้ป่วยมีเซอโรโทนินในสมองลดลง และเมื่อให้กินอาหารคาร์โบไฮเดรตมากๆ อาการซึมเศร้าจะลดลง
          ดังนั้น น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง นอกจากจะช่วยให้นอนหลับแล้ว ยังสามารถลดความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายในผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

ระวัง!!!อันตราย!!!

          ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ กินน้ำผึ้ง นี่เป็นคำเตือนจากศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา เพราะน้ำผึ้งอาจมีสปอร์ของเชื้อคลอสทริเดียมโบทูลินัมปนเปื้อน ซึ่งสามารถเจริญได้ในทางเดินอาหารของเด็กเล็ก และเกิดสารพิษที่ทำให้ถึงตายได้ ถึงแม้จะไม่เกิดบ่อยก็ตาม

ที่มา: http://www.skn.ac.th/skl/project1/healt50/ph20.htm

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: